ความหมายของสุขภาพในอดีตกับปัจจุบันต่างกันอย่างไร

Tuesday, July 31st, 2012

ทราบหรือไม่ว่าคำว่าสุขภาพมีความหมายที่แตกต่างกันออกไปตั้งแต่ในสมัยก่อนจนถึงปัจจุบัน โดยจะมีความแตกต่างกันดังนี้

ในอดีตคำว่า สุขภาพ หมายถึง สุขภาพกายที่เป็นหลัก ต่อมาจึงได้กล่าวถึงสุขภาพจิตร่วมเข้าไปด้วย เพราะเห็นว่าคนที่มีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง แต่มีสุขภาพจิตเสื่อมโทรมหรือการเป็นโรคจิตก็ไม่สามารถดำเนินชีวิตอย่างเป็นปกติสุขได้  อีกทั้งยังเป็นการทำร้ายผู้อื่นได้อีกด้วย

ในปัจจุบันคำว่า สุขภาพ ไม่ได้หมายถึงเฉพาะสุขภาพกายและสุขภาพจิตเท่านั้น แต่ยังหมายถึงสุขภาพสังคม และสุขภาพศีลธรรมอีกด้วย ฉะนั้นความหมายของสุขภาพในปัจจุบันจึงมีองค์ประกอบ 4 ส่วน ดังนี้

-สุขภาพกาย หมายถึง สภาพที่ดีของร่างกาย คือ อวัยวะต่างๆที่อยู่ในสภาพที่ดี มีความแข็งแรงสมบูรณ์ สามารถทำงานได้ตามปกติ และมีความสัมพันธ์กับทุกส่วนเป็นอย่างดี และก่อให้เกิดประสิทธิภาพที่ดีในการทำงาน

-สุขภาพจิต หมายถึง สภาพของจิตใจที่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ ที่มีจิตใจเบิกบานแจ่มใส ไม่ให้เกิดความคับข้องใจหรือขัดแย้งในจิตใจ และสามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีความสุข

-สุขภาพสังคม หมายถึง สภาวะที่ดีของปัญญาที่มีความรู้อย่างทั่วถึง รู้เท่าทันและมีความเข้าใจง่าย สามารถแยกแยะได้ในเหตุผลแห่งความดีความชั่ว ความมีประโยชน์และความมีโทษ ที่นำไปสู่ความมีจิตอันดีงามและการมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น

-สุขภาพศีลธรรม หมายถึง บุคคลที่มีสภาวะทางกายและจิตใจที่สุขสมบูรณ์ สามารถปฏิสัมพันธ์และปรับตัวให้อยู่ในสังคมได้เป็นอย่างดีและมีความสุขในการใช้ชีวิต

นอกจากนี้ความรู้ด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิตได้มีสั่งสมไว้ในทุกคน เพราะคนเราจะมีระบบบริการสุขภาพที่ทำงานได้ผลดี แต่ก็ขึ้นอยู่กับการที่เราดูแลใส่ใจกับสุขภาพเราด้วย เพราะถ้าหากเราดูแลใส่ใจกับสุขภาพอย่างดีก็จะมีสุขภาพที่ดี แต่ถ้าไม่ใส่ใจดูแลสุขภาพของเรา ร่างกายของเราก็จะไม่มีประสิทธิภาพในการทำงาน

ขอขอบคุณบทความดีดีจาก panyathai.or.th

 

การควบคุมน้ำหนัก

Sunday, April 8th, 2012

คุณรู้หรือไม่ว่าการที่คุณจัดหนักกับมื้อเช้ามากเท่าไหร่สุขภาพกายของคุณยิ่งมีผลกระทบมากเท่านั้น อัตราการเผาผลาญและการลดไขมันก็ยิ่งมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่อาจเป็นไข่กับขนมปัง โยเกิร์ตกับมูสลี่และผลไม้ หรือนมพร่องมันเนยกับผลไม้พวกเบอร์รี่และโปรตีนเชค

คุณลองดื่มชาเขียวหลังกินอาหารทุกมื้อดูซิ อาจเป็นการเพื่อช่วยสร้างการเผาผลาญไขมันและรับมือกับความอยากของหวานได้ ใช้เวลาอย่างน้อยสัปดาห์ละครึ่งชั่วโมง ถ้าจะให้ดี คือ ตอนดื่มกาแฟ ยามเช้าวันจันทร์ วางแผนในการควบคุมอาหารในแต่ละมื้อรวมทั้งของว่างไว้ล่วงหน้าจำไว้ว่าการวางแผนจะทำให้คุณลดน้ำหนักได้ถึงเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เมื่อคุณมีเมนูที่ต้องการไว้พร้อมในแต่ละสัปดาห์ เราทุกคนควรได้รับประทานผักหรือสลัดอย่างน้อยวันละ 3 ถ้วยตวง

ในมื้อกลางวันเราควรมีสลัดอยู่ครึ่งหนึ่ง รวมทั้งช่วงของว่างและก่อนอาหารเย็น เตรียมผักสลัดใส่ถ้วยแช่ตู้เย็นไว้เพื่อความสดใหม่ให้คุณได้กินพร้อมกันทั้งครอบครัว

แต่สำหรับของว่างพยายามจำกัดปริมาณ คาร์โบไฮเดรตทั้งหมดไม่ควรเกิน 30 กรัม และควรมีโปรตีนอย่างน้อย 5 กรัม เพื่อให้ได้แป้งน้อยลง ซึ่งโปรตีนจะยังช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มได้โดยไม่ต้องได้แคลอรีเกินกว่าที่กำหนดไว้

การตั้งเป้าไว้ว่าจะหาของกินทุก 3-4 ชั่วโมง ในระหว่างวันเพื่อกระตุ้นเมตาบอลิซึ่ม ยังมีโปรตีนเชคเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับชดเชยพลังงานหลังออกกำลังกาย หรือชาร์จพลังในมื้อเช้า รวมทั้งของว่างเหมาะกับคนที่มีไลฟ์สไตล์รีบเร่งในแต่ละวัน

นอกจากนี้ยังมีการกินกินผักสดๆ เป็นของว่าง จะทำให้คุณได้รับวิตามินและแร่ธาตุดังนั้นยังมีการช่วยคุณจากความหิวปั่นป่วนในช่วงบ่าย เน้นการวางแผนนำไปสู่ความสำเร็จในการไดเอ็ต พกพาของว่างโปรตีนสูงติดตัวไปกับคุณด้วย เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องสรรหาของกินแคลอรีสูงมาระงับความหิว หากคุณได้รับสารอาหารจากผักและโปรตีนมากเพียงพอในมื้อกลางวัน คุณก็มีแนวโน้มที่จะเกิดอาการหิวขนมหวานๆ ในตอนบ่ายน้อยลง

ขอขอบคุณบทความดีดีจาก  www.108health.com

สุขภาพกายและสุขภาพจิต

Friday, April 6th, 2012

ร่างกายคนเราต่างมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตแตกต่างกันไปในหลายรูปแบบ  เพราะชีวิตประจำวันของแต่ละคนจะไม่เหมือนกันสักเท่าไหร่ ดังนั้นสุขภาพกายและสุขภาพจิตมีความแตกต่างกัน คือ

สุขภาพกาย หมายถึง สภาวะของร่างกายคนเราที่มีความสมบูรณ์ แข็งแรง เจริญเติบโตอย่างปกติ ส่วนร่างกายคนเราที่อ่อนแอ ไม่สมบูรณ์ ก็จะมีสุขภาพกายที่เสื่อมโทรมไม่ปกติเหมือนคนทั่วไป ฉะนั้นระบบต่างๆของร่างกายสามารถทำงานได้เป็นปกติและมีประสิทธิภาพเท่านั้นร่างกายถึงจะสมบูรณ์ปกติ ร่างกายมีความต้านทานโรคได้ดี ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บและความทุพพลภาพ

           

สุขภาพจิต หมายถึง สภาวะของจิตใจที่มีความสดชื่น แจ่มใส สามารถควบคุมอารมณ์ให้มั่นคงเป็นปกติ สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้ทุกเวลา และการเปลี่ยนแปลงของสิ่งรอบข้างได้ดี  และปราศจากความขัดแย้งหรือความสับสน ภายในจิตใจ ส่วนบุคคลที่มีสภาพจิตใจย่ำแย่เกิดได้จากหลายสาเหตุจึงอาจทำให้บุคคลนั้นกลายเป็นคนผิดปกติได้

ดังนั้นสุขภาพกายและสุขภาพจิตเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับชีวิตทุกชีวิต ในการที่จะดำรงชีวิตอยู่อย่างปกติก็คือ การมั่นดูแลใส่ใจตัวเอง การทำให้ร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์  ทำจิตใจมีความสุข ความพอใจ ความสมหวังทั้งตนเองและผู้อื่น คิดแต่เรื่องดีๆ ไม่ควรหมกมุ่นกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งจนเกิดความเครียด เพราะจะมันให้สุขภาพจิตเราแย่ก็เป็นได้ ผู้ที่มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี  จะปฏิบัติหน้าที่ประจำวันไม่ว่าเป็นการเรียนหรือการทำงานก็จะเป็นไปด้วยดีอย่างมีประสิทธิภาพการที่เรารู้สึกว่า ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตของเรามีความปกติและสมบูรณ์ดี เราก็จะมีความสุข ในทางตรงข้าม ถ้าสุขภาพกายและสุขภาพจิตของเราผิดปกติหรือไม่สมบูรณ์ เราก็จะมีความทุกข์ การรู้จักบำรุงรักษา และส่งเสริมสุขภาพกายและสุขภาพจิตเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตของทุกคน ในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับว่า การรู้จักดูแลสุขภาพกาย และสุขภาพจิตนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะช่วยให้ชีวิตอยู่ได้ด้วยความสุข สมบูรณ์และมีคุณภาพที่ดี

ขอขอบคุณบทความดีดีจาก  www.snr.ac.th

สุขภาพ
.